BEAUTY & LIFESTYLE

อยากขาวต้องรู้…ไวท์เทนนิ่งตัวไหนใช้แล้วเวิร์ค?

       “The grass is always greener on the other side” ยังคงเป็นคำที่ใช้ได้เสมอ จึงไม่แปลกที่ผลิตภัณฑ์จำพวก whitening จะขายดิบชายดีในบ้านเรา แต่ก่อนจะพูดถึง whitening นั้น เราต้องทำความเข้าใจเรื่องสีผิวกันก่อนค่ะ
ผิวของเราจะผลิตเม็ดสี 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ Eumelanin เป็นเม็ดสีน้ำตาล และ Pheomalanin หรือ False melanin เป็นเม็ดสีแดง แน่นอนว่าสาวไทยส่วนใหญ่มีเม็ดสี
Eumelanin มากว่า ผิวจึงเป็นสีเข้ม อีกทั้งปัจจัยภายนอกอื่นๆ ยังส่งผลให้ผิวคล้ำเสีย เกิดจุดด่างดำ และ ‘ฝ้า’ whitening จึงเข้ามามีบทบาทในจุดนี้ แต่! จะรู้ได้อย่างไรว่าส่วนผสมใน whitening แบบไหนปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ? มาดูกันค่ะ

1. Alpha Hydroxy Acid (AHA)

        AHA เป็นกรดผลไม้ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้น ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่น และยังช่วยลดเลือนริ้วรอย (anti-aging) อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การใช้ AHA ในครีมควรมีความเข้มข้นไม่เกิน 5-10% ไม่อย่างนั้นอาจเกิดผลข้างเคียงได้ หากสงสัยว่ามีอาการแพ้หรือระคายเคือง ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

2. Beta Hydroxy Acid (Salicylic acid)

        Salicylic Acid ควรมีความเข้มข้นไม่เกิน 2% เนื่องจากความเข้มข้นสูงจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงซึ่งเป็นอันตรายได้ ส่วนใหญ่พบในเครื่องสำอางกลุ่มรักษาสิวค่ะ เพราะนอกจากจะช่วยผลัดเซลล์ผิวแล้ว ยังช่วยลดการอุดตันของสิวได้ดีอีกด้วย

3. Ascorbic acid หรือ Vitamin C

วิตามินซีช่วยลดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น จึงช่วยในเรื่องความกระจ่างใส การเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินซีควรอยู่ในรูป Ascorbyl Palmitate หรือ Magnesium-L-Ascorbyl-2-Phosphate (MAP) มีความเข้มข้นตั้งแต่ 4-20% ซึ่งคุณหมอแนะนำให้เริ่มใช้จากความเข้มข้นต่ำแล้วค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นขึ้น และควรใช่ร่วมกับผลิตภัณฑ์กันแดดค่ะ

4. Retinol และ Retinaldehyde

เรตินอลหรือวิตามินเอมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินและช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ทำให้ผิวขาวขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดเลือนริ้วรอยและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่อีกด้วย โดยความเข้มข้นที่เหมาะสมคือ 0.04-0.07%  ทั้งนี้ ควรเริ่มจากการใช้วิตามินเอที่มีความเข้มข้นต่ำก่อน แล้วค่อยปรับความเข้มข้นขึ้น และไม่ควรใช้ในขณะตั้งครรภ์ค่ะ

5. Arbutin

อาร์บูตินที่สกัดจากพืช เช่น Bearberry นั้นมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเอนไซม์ในการสร้างเม็ดสี มีประสิทธิภาพในการรักษาฝ้า Arbutin ที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 ชนิดค่ะ ได้แก่ Alpha-Arbutin ควรใช้ความเข้มข้นสูงกว่า 2% และ Beta-arbutin  ควรใช้ความเข้มข้นสูงกว่า 7% ค่ะ

6. Licorice

        licorice หรือ สารสกัดจากชะเอมเทศ มีคุณสมบัติทำให้การสร้างเม็ดสีลดลง ช่วยให้สีผิวขาวขึ้น ช่วยลดจุดด่างดำและฝ้าได้ดี นอกจากนี้ยังช่วยลดการอักเสบ และการระคายเคืองผิวอันเกิดจากแสง UVB ได้อีกด้วยค่ะ

7. Kojic acid

        Kojic acid มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสีและยังช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ โดยสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในระดับความเข้มข้นที่ต่ำกว่า 1% ค่ะ ส่วนเรื่องการรักษาฝ้านั้น แม้จะสู้ Arbutin ไม่ได้ แต่คุณหมอก็พบว่า คนไข้บางรายกลับตอบสนองต่อ Kojic acid ได้ดีกว่าค่ะ

8. Azelaic acid

ความเข้มข้นของ Azelaic acid ที่คุณหมอแนะนำนั้นอยู่ที่ 20% ค่ะ ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่สามารถรักษาฝ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่น่าเสียดายที่เราไม่ค่อย พบการใช้สารตัวนี้ในเครื่องสำอางมากนัก

 

ตารางแสดงเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นที่เหมาะสมของสารแต่ละชนิดใน Whitening

 

 

อย่างไรก็ตาม การเลือก Whitening มีข้อควรคำนึงอยู่ 2 ประการ คือ 1. ข้อมูลที่แจ้งสรรพคุณนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ 2. สารหรือยาที่ใหม่มากๆ มักจะไม่มีการศึกษา ผลเสียในระยะยาว (ไม่แน่ว่า อีก 10 ปีอาจมีผลข้างเคียงตามมาก็ได้) คุณหมอย้ำอยู่เสมอว่า “ไม่มีครีม หรือเครื่องสำอางใดๆ จะเปลี่ยนสีผิวธรรมชาติให้กลายเป็นอีกสีได้” สิ่งสำคัญคือการดูแลสุขภาพผิวในระยะยาวค่ะ นอกจากการทาครีมทั่วไปแล้ว การทำทรีตเมนต์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ผิวคล้ำเสียด้วยนะคะ แต่ถ้าหากว่าปัญหาที่มีนั้นแย่เกินกว่าที่ Whitening จะจัดการได้ ก็ควรที่จะไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง และปลอดภัยค่ะ